พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.แถลงผลปฏิบัติการ 4 คดีสำคัญ

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.แถลงผลปฏิบัติการ 4 คดีสำคัญ

เมื่อเวลา 15:00 น.วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคาร สตม. พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3 ร่วมในการแถลงผลการปฏิบัติการ จับกุมต่างด้าว ที่กระทำผิดกฏหมายถึง 4 คดี โดยมีดังนี้

 

1.ตม.ประจวบคีรีขันธ์ รวบแก๊งพม่าหัวใส ขนกระท่อมร่วม 80 โล เผยจะเอามาผสมกระชายขาวและฟ้าทะลายโจรเป็นยาสมุนไพรต้านโควิด ขายเพื่อนร่วมชาติ ขายหมดหวังรวยอื้อ
ในช่วงรอบเดือน พ.ค.2564 ที่ผ่านมานี้ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ มีผลการปฏิบัติ จับกุมทั้งสิ้น จำนวน 4 คดี ผู้ต้องหาทั้งหมด จำนวน 71 คน ครั้งนี้ขอยกคดีที่สำคัญมานำเสนอ โดยมีรายละเอียดทางคดีดังนี้ ก่อนเกิดเหตุชุดจับกุมได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า ในห้วงเวลา 17:00 น. เป็นต้นไป จะมีกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ ในพื้นที่ หมู่ 5 บ้านเนินแก้ว ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อทราบข่าวแล้วจึงได้วางแผนจับกุมโดยมีการสนธิกำลังกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดักซุ่มในเส้นทางช่องทางธรรมชาติตามข่าวที่ได้รับ เมื่อถึงเวลาประมาณ 17:50 น.ได้พบบุคคลต้องสงสัยสะพายกระสอบสีขาวห่อด้วยผ้าร่มลายพรางเดินลงมาตามช่องทางธรรมชาติจากเทือกเขาตะนาวศรี จึงได้เข้าไปตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลัง คือ นายเจ เม่น ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมา ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่มีหนังสือเดินทาง ตรวจค้นสิ่งของในกระสอบพบว่าเป็นพืชกระท่อมผงบดละเอียด จึงได้ควบคุมตัวพร้อมยึดของกลางไว้จากการสอบถามนายเจ เม่น ทราบว่ามาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมา พืชกระท่อมที่ขนมานั้น ได้รับการสั่งการจากนายหน้าฝั่งเมียนมาที่ให้ตนกับพวกอีก 4 คน(ซึ่งตรวจพบเฉพาะพีชกระท่อมในกระสอบอีก 3 กระสอบในบริเวณใกล้เคียง) ขนมาส่งให้กับคนไทย โดยจะได้รับค่าจ้าง 2,000 บาท ซึ่งมีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า จะมีการส่งของให้ที่ริมถนนลูกรังฝั่งประเทศไทยใกล้กับชายแดนช่องทางธรรมชาติที่เกิดเหตุดังกล่าว เมื่อทราบข้อมูลแล้วชุดจับกุมจึงวางแผนขยายผลทันทีเพื่อสาวให้ถึงผู้สั่งซื้อต้นตอนายทุนในฝั่งไทย จากการขยายผล ได้จับกุมนายเจ เทเวน อายุ 27 ปี และนายเจน นาตู อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 2-3 ซึ่งใช้รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าซีวิค เข้ามารับของกลาง เมื่อวัน ที่บริเวณริมถนนลูกรัง หมู่ 5 ต.อ่าวน้อยฯ และได้ขยายผลติดตามต่อเนื่อง ไปจับกุม น.ส.บีบี อายุ 29 ปี และนายเจตริน สัญชาติไทย ผู้ต้องหาที่ 4-5 ที่บริเวณลานจอดรถบริษัทแห่งหนึ่งใน ต.อ่าวน้อย ฯ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อกับนายหน้าฝั่งพม่า ซึ่งคนเดียวกันกับที่สั่งการนายเจ เม่น ผู้ต้องหาที่ 1 ทางโทรศัพท์ จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมยึดของกลางไว้
การแจ้งข้อกล่าวหา : ผู้ต้องหาที่ 1 “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5(พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย,หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ต้องหาที่ 2-5 “ร่วมกันมี ยาเสพติดให้โทษประเภทที่5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”
การตรวจยึดของกลาง :
1). ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (พืชกระท่อม) จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 72 กิโลกรัม
2). รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเทาดำ มีนายเจตริน ฯ ผู้ต้องหาที่ 5 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
3). โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง
4). เงินสด 14,000 บาท พบในรถยนต์ของกลาง เป็นเงินค่าจ้างที่นายเจตรินมอบไว้ให้เป็นค่าจ้างของ นายเจ เทเวน นายเจน นาตู และอีกส่วนนายเจ เม่น เป็นค่าจ้างทำงาน
สถานที่และเวลาเกิดเหตุ : บริเวณช่องทางธรรมชาติ ต่อเนื่องจนถึง ริมถนนลูกรัง บ.เนินแก้ว หมู่ 5 และ ลานจอดรถ บริษัทแห่งหนึ่งใน ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เวลาประมาณ 18:00 น. ต่อเนื่องถึงเวลา 22:00 น.
สอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ติดต่อซื้อพืชกระท่อมจากนายหน้าฝั่งประเทศเมียนมา โดยจะให้ค่าจ้างสำหรับคนขนเดินข้ามชายแดนมา คนละ 2,000 บาท และให้ค่าจ้าง นายเจ เทเวน และนายเจน นาตู เป็นผู้ขับรถไปรับช่วงขนส่งมา ให้ค่าจ้างนายเจ เทเวนและนายเจน นาตู ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท โดยมอบรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ของตนเองให้ใช้เป็นยานพาหนะในการทำงาน นายเจตรินยังให้ข้อมูลอีกว่ากระท่อมผงบดละเอียดของกลางนั้นนายจะมีผู้มารับซื้อจากนายเจตริน โดยนำไปทำเป็นตำรับยาสมุนไพรกระชายขาวผสมกับฟ้าทะลายโจร เชื่อว่าใช้ลดไข้ ป้องกันโรคไวรัสโควิด-19 ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางนำส่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

2.กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 “จับกุมขบวนลักลอบ ขนแรงงานต่างด้าวแสบเปลี่ยนเส้นทาง และเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถ เพื่อหลบหนีการจับกุม”
สืบเนื่องจากการกวาดล้างจับกุมขบวนการขนแรงงานต่างด้าวและการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดนประเทศกัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว โดยในรอบเดือน พ.ค.2564 ที่ผ่านมานี้ บก.ตม.3 โดย ตม.จว.สระแก้ว ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่บูรณาการจับกุมทั้งหมดกว่า 8 คดี ผู้ต้องหารวม 50 คน
ด้วยการปฏิบัติงานและการกดดันอย่างหนักปรากฏว่า กลุ่มขบวนการและแรงงานดังกล่าวได้เปลี่ยนเส้นทาง จากเดิมจากทางชายแดนด้านจังหวัดสระแก้ว เป็นทางด้านจังหวัดสุรินทร์ ชุดจับกุม กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้สืบสวนจนกระทั่งทราบว่า ขบวนการดังกล่าวจะตระเวนรับแรงงานต่างด้าวในเขต กทม.และปริมณฑล ก่อนที่จะใช้เส้นทาง กทม.-สระบุรี-นครราชสีมา-บุรีรัมย์ และออกทางด้านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ต่อมาได้ดำเนินการสืบสวนจนทราบว่า จะมีการลักลอบขนคนโดยใช้รถยนต์ตู้ทะเบียน กทม. โดยลักลอบเคลื่อนย้ายแรงงานจาก จ.สมุทรปราการ ไป จ.สุรินทร์ จึงได้วางแผนทำการจับกุมโดยวางกำลังสังเกตการณ์ตามจุดต่างๆ บนถนนพหลโยธิน จ.สระบุรี จนกระทั่งเวลาประมาณ 22:00 น. สังเกตพบรถตู้ต้องสงสัยดังกล่าว จึงใช้รถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะเข้าตรวจตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียน กทม. มีนายสมเกียรติ อายุ 39 ปี เป็นผู้ขับขี่ (ผู้ต้องหาที่1) พบคนสัญชาติกัมพูชา 6 คน (ชาย 3 คน หญิง 3 คน) มีหนังสือเดินทางปรากฏวันที่หมดอายุแล้วจำนวน 1 คน(ผู้ต้องหาที่2) อีกจำนวน 5 คน ไม่มีหนังสือเดินทาง (ผู้ต้องหาที่3-7) เป็นผู้โดยสารมากับรถตู้คนดังกล่าว
สถานที่และวันเวลาเกิดเหตุ : ริมถนนพหลโยธิน ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี เวลาประมาณ 23:00 น.
การแจ้งข้อกล่าวหา : ผู้ต้องหาที่ 1 “ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” ผู้ต้องหาที่ 2 “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และผู้ต้องหาที่ 3-7 “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
จากการซักถามนายสมเกียรติ ให้ข้อมูลว่าได้รับการติดต่องานมาจาก นายไก่ นามสมมติ ให้รับคนต่างด้าวไปส่งที่ จ.สุรินทร์ คิดค่าหัว 1,500 บาท และมีการแบ่งผลประโยชน์กัน ส่วนรถตู้หมายเลขทะเบียนที่ปรากฏ ทะเบียน กทม. นั้น นายสมเกียรติฯ เช่ามาจากเพื่อนในราคา 1,000 บาท แท้จริงทะเบียนรถของกลางเป็นอีกทะเบียนหนึ่ง (ขอสงวน) โดยป้ายที่ปรากฏนั้น นายสมเกียรตินำมาติดแทนป้ายเดิมเพื่อเป็นการอำพรางหลบหนีการจับกุม จึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลเครือข่ายต่อไป

3.กก.1 บก.สส.สตม. รวบไอวอรี่โคสต์ หลบ Blacklist ค้าแข้งสโมสรดัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายดิกโก้ (MR.DICKO ABOU) สัญชาติไอวอรี่โคสต์ หนังสือเดินทางไอวอรี่โคสต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักฟุตบอลอาชีพตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสรดังในไทยลีก 3 มีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าเข้ามาในประเทศไทยโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวตรวจสอบในระบบ Biometrics จนทราบว่าบุคคลดังกล่าวพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมย่าน ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี จึงได้ไปตรวจสอบยังสถานที่ดังกล่าวและเชิญตัวมาที่ กก.1 บก.สส.สตม. จากนั้นจึงได้นำตัวนายดิกโก้ อะบู (MR.DICKO ABOU) มาพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจสอบในระบบ E-Fingerprint และ BIOMETRICS ผลปรากฏว่าลายพิมพ์นิ้วมือตรงกับนายดิกโก้ (MR.DICKO) ซึ่งเคยถูก ตม.จว.สงขลา จับกุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ในความผิดฐาน เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (จำนวน 774 วัน) และเป็นบุคคลห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2561 จนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2571 และจากการสอบถาม นายดิกโก้ อะบู (MR.DICKO ABOU) ได้ให้การยอมรับว่า ตนเองเป็นบุคคลเดียวกับนายดิกโก้ (MR.DICKO) จริง โดยสาเหตุที่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ เนื่องจากหลังจากถูกผลักดันกลับไปยังประเทศไอวอรี่โคสต์ แล้วได้ไปเพิ่มชื่อจากเดิม และเปลี่ยนปีเกิดจาก “ค.ศ.1992” เป็น “ค.ศ.1998” จากนั้นได้ไปขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่เพื่อหลบเลี่ยง Blacklist เข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพในสโมสรไทยลีก 3 โดยได้รับเงินเดือน 50,000 บาท กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ขออนุมัติ ผบก.สส.สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยของนายดิกโก้ อะบู (MR.DICKO ABOU) เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12 (10) รัฐมนตรีไม่อนุญาตให้เข้ามาในราอาณาจักร ตามมาตรา 16 นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อควบคุมรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายต่อไป

4.รวบหนุ่มจีนหลอกชาวสวนไทยความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท
จากกรณีที่มีประชาชนที่ทำอาชีพเกษตรกรในภาคใต้ ได้ร้องเรียนมาที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ว่าได้มีชายชาวจีนไม่ทราบชื่อนามสกุลที่แท้จริง ทราบเพียงแค่ชื่อ อาหม่า ได้เข้ามาทำการติดต่อชาวสวนในเขคพื้นที่ภาคใต้ โดยทำการติดต่อขอซื้อผลไม้และวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มผลไม้สำหรับส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยอ้างว่าตนเป็นพ่อค้าจะนำผลไม้ส่งออกไปยังต่างประเทศต้องการจำนวนมาก ต่อมาได้มีชาวสวนได้หลงเชื่อและตกลงที่จะขายผลไม้และวัสดุในการห่อหุ้มผลไม้ ให้แก่คนร้ายที่ทราบชื่อเพียงว่าอาหม่า แต่ต่อมาปรากฏว่าเมื่อคนร้ายได้รับสินค้าแล้วกลับหายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้อีก จนทำให้มีชาวสวนหลายรายเดือนร้อน ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า อาหม่า คือ MR.MA (ปกปิดชื่อนามสกุลจริง) และได้ทำการสืบสวนจนสามารถออกหมายจับคนร้ายได้ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทราบว่าคนร้ายได้ทำการหลบหนีจากพื้นที่ภาคใต้มาพักอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่งย่านปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จึงได้เข้าทำการตรวจสอบและทำการจับกุม
MR.MA (ปกปิดชื่อนามสกุลจริง) อายุ 56 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลแขวงนครศรีธรรมราชที่ จ. 46/2564 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2564 ข้อหา ฉ้อโกง โดยจากการสืบสวนขยายผลทราบว่าผู้ต้องหารายนี้จะเข้าไปติดต่อทำการขอซื้อผลไม้จากชาวสวน โดยอ้างว่าจะนำส่งออกไปยังปะเทศจีน ซึ่งเมื่อได้รับสินค้าที่เป็นผลไม้และวัสดุที่นำมาใช้ในการห่อหุ้มผลไม้แล้วก็จะหลบหนีไป ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายหลายรายและความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท สตม. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร1178

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *